Archive for the ‘ความรู้ทั่วไป’ Category

ออกกำลังกายให้ดีต้องมีเหงื่อ..จริงหรอ ?

        เรารู้ว่าการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และคงจะในอนาคตด้วย แต่หลายคนมีความเชื่อฝังใจอยู่ว่า การออกกำลังกายที่ดีและได้ผลนั้น คนออกกำลังกายจะต้องเหงื่อออก

        เรื่องนี้ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างหนึ่ง ปัจจุบันเรารู้กันแล้วว่าการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพนั้น ไม่จำเป็นต้องทำหนักๆ จนถึงขั้นที่เรียกว่า “เหงื่อแตก” หรอก เพียงเราเริ่มรู้สึกเหนื่อยหรือค่อนข้างเหนื่อย หายใจแรงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรืออาจจะมีเหงื่อซึมๆ ถ้าจะถือหลักความแรง ก็เป็นความแรงระดับปานกลาง

 การเคลื่อนไหวทางร่างกาย เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เป็นต้น หรือการออกแรงในงานบ้านงานสวน ถ้ากระทำสิ่งเหล่านี้ด้วยความแรงปานกลางและต่อเนื่องสัก ๓๐ นาที และทำทุกวันหรือบ่อยครั้ง ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำหนักๆ หรือให้มีเหงื่อมากๆ เสมอไป

        ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมถูกต้องตามสุขลักษณะ โดยไม่ต้องห่วงมากเกินไปเรื่องปริมาณของเหงื่อ จะดีที่สุด

น้ำขิงช่วยไดเอท


สาวๆ ที่กำลังมุ่งมั่นลดน้ำหนัก สรรหาหลากหลายวิธี ลองเพิ่มน้ำขิงเป็นตัวช่วยดูนะคะ

         เนื่องจาก “ขิง” เป็นสมุนไพรที่สามารถรักษาได้สารพัดโรค และอุดมไปด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินบี 1 และ บี 2 ที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ดี ถ้าสาว ๆ จิบระหว่างวันทุกวัน หรือดื่มหลังมื้ออาหารก็จะช่วยสลายไขมันสะสมได้เร็วขึ้น

         แต่ถ้าดื่มน้ำขิงด้วย และหมั่นออกกำลังกายด้วย ก็จะยิ่งช่วยให้สาว ๆ Fit&Firm และมีสุขภาพที่ดีด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น สาว ๆ อย่าลืมหาน้ำขิงมาดื่มกันดูล่ะ

ความลับภายในคาสิโน

gclub ความลับภายในคาสิโน
ความสำคัญของโฮสต์คาสิโน gclub
ภายในคาสิโน ได้จัดเตรียมหลายทางเพื่อให้คุณได้ค้นหาและประทับใจเมื่อเข้ามาเยี่ยมชมในคาสิโนและพวกเขาจะต้องทำอย่างดีที่สุดที่คุณจะได้ยกย่องชื่นชมนั่นคือ การบริการฟรี หรือคอมส์ให้กับผู้เล่น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ถามถึงในคาสิโน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือโฮสต์คาสิโน โฮสต์คาสิโนทำงานให้กับคาสิโนเปรียบเสมือนอย่างพนักงานขาย อย่างเช่นเป็นพนักงานขายที่มีตัวอย่างรายการส่งเสริมการขายและของขวัญจูงใจให้กับลูกค้า หรือแม้กระทั่งโฮสต์คาสิโนมีคอมส์ให้กับผู้เล่น และนั่นคืองานของพวกเขาที่จะให้บริการกับผู้เล่นอย่างคุณ โฮสต์คาสิโนไม่ได้จัดหาและบริการให้เพียงกลุ่มลูกค้าที่สูงหรือไฮคลาสเท่านั้น พวกเขาจะจัดหาที่อยู่และบริการให้กับทุกคนหรือแม้กระทั่งผู้เล่นที่มาเป็นครั้งคราว เนื่องจากพวกเขาได้รับเงินจากทางคาสิโนเพื่อนำผู้เล่นใหม่เข้ามาและทำให้พวกเขากลับมาเล่นอีก แล้วถ้าคุณติดต่อเข้ามาเป็นผู้เล่นใหม่ในคาสิโน และนั่นจะช่วยให้พวกเขาได้ทำหน้าที่ของพวกเขาได้ดีและผลงานที่ดีขึ้นเพื่อที่จะได้รายงานกับหัวหน้าหรือผู้จัดการคาสิโน
โฮสต์คาสิโนคืออะไร gclub
โฮสต์คาสิโน สามารถเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณได้แค่ขึ้นอยู่กับคาสิโนที่คุณเลือกที่จะไป โฮสต์มีอำนาจในการออก คอมส์ (บริการฟรี) ให้กับคุณ ตั้งแต่จากตั๋ว บุฟเฟ่ต์อาหารฟรีร้านอาหาร ห้องพักฟรี บัตรเข้าชมการแสดงฟรีและกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น สินค้าแบรนด์จากคาสิโนหรือของที่ระลึก ตั้งแต่พวกเขานำผู้เล่นเข้ามานั้นก็คืองานของพวกเขาที่จะตอบแทนและสนับสนุนให้ผู้เล่นกลับมาหาพวกเขาอีก โฮสต์คาสิโนยินดีที่มีโอกาสได้เจอกับผู้เล่นคนใหม่ๆ และจะพยายามที่จะพัฒนาและสานความสัมพันธ์กับผู้เล่นให้พวกเขาได้กลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
ฉันจะเจอโฮสต์คาสิโนได้อย่างไร gclub
การพบเจอโฮสต์คาสิโนเป็นเรื่องที่ง่าย วิธีที่ดีที่สุดคือการโทรไปที่คาสิโนที่คุณวางแผนที่จะไปและถามหาพวกเขาก่อนที่คุณจะไป โฮสต์คาสิโนจะมีความสุขที่จะให้บริการในการใช้สายของคุณ เนื่องจากคุณจะเป็นผู้เล่นใหม่ที่พวกเขาสามารถเพิ่มลงในรายชื่อลูกค้าของเขา ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้ผลงานกับเจ้านายของพวกเขาด้วย และมันทำให้พวกเขาได้มีโอกาสที่จะพัฒนาผู้เล่นใหม่กับคาสิโนของพวกเขา หรือคุณสามารถเจอกับพวกเขาหลังจากที่คุณไปที่คาสิโน และถามโฮสต์เมื่อคุณได้รับบัตรคลับการ์ดที่แผนกข้อมูล เมื่อคุณอยู่ที่โต๊ะเกม (คุณสามารถถาม pit boss เพื่อแนะนำโฮสต์ให้คุณสักหนึ่งคน ซึ่งเขาจะเลือกคนที่ทำงานได้ดีให้สำหรับคุณ )
อะไรที่ฉันควรจะพูดกับโฮสต์คาสิโน gclub
เมื่อคุณกำลังวางแผนที่จะเข้าพักที่คาสิโนนั้นจะต้องมีการโทรหาและขอคุยกับโฮสต์คาสิโนก่อนที่จะทำการจอง แนะนำตัวเองและแจ้งให้เขาทราบว่าคุณจะพักที่นั่น แล้วถามเกี่ยวกับโปรโมชั่น และข้อเสนอพิเศษและวิธีการที่คุณนั้นจะมีสิทธิ์ได้รับอัตราค่าห้องพักที่ดีที่สุดสำหรับคุณ บอกให้โฮสต์ให้รู้เกี่ยวกับเกมที่คุณจะเล่น หรือเครื่องสล็อตของคุณ (หรือ คู่สมรส /ผู้เข้าพัก และบุคคลอื่นๆ ของคุณ) และจำนวนเงินที่จะเดิมพันว่าคุณจะอยู่ในระดับไหน

Crown Poipet Casino คราวน์ ปอยเปต คาสิโน

genting crown Crown Poipet Casino คราวน์ ปอยเปต คาสิโน
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ Crown Poipet Casino ของ Crown Resort Co., Ltd ของกลุ่มนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของกัมพูชา ในอดีตใช้ชื่อว่า Golden Crown
เป็นโรงแรมคาสิโนที่มีการเติบโตในอัตราที่สูงอย่างเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา genting crown ห้องพักมีทั้งแบบมาตรฐานและแบบวีไอพี คาสิโนบริการเกมส์ต่างๆ อาทิ บาคาร่า รูเล็ต สล๊อต อย่างครบครัน
ข้อมูลโรงแรมและห้องพัก
Crown Poipet Casino – Hotel
การต้อนรับที่อบอุ่นเปี่ยมด้วยมิตรภาพ เป็นสิ่งเราได้รับ ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ คราวน์ปอยเปต พนักงานบริการแบบมืออาชีพ สถานที่โอ่อ่า กว้างขวางและสะอาดตา อีกทั้งยังมีบริการ สปา ร้านเสริมสวย ห้องอาหาร
และห้องคาราโอเกะเหมาะสำหรับเป็นสถานที่พักผ่อน ในวันหยุดของท่าน หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปสู่นครวัดก็สามารถใช้เป็น จุดพักก่อนเดินทาง genting crown
ข้อมูลคาสิโน
Crown Poipet Casino – Casino
สำหรับท่านที่ชอบความตื่นเต้น เร้าใจ Crown Poipet มีบริการเกมส์คาสิโนที ่หลากหลาย และทันสมัย อาทิ บาคาร่า รูเล็ต genting crown ไฮโล แบล็คแจ๊ค สล๊อตแมชชีน ตู้ม้า ไพ่และเกมส์อื่นอีก มากให้เลือกสนุกกัน
นอกจากนั้นยังมีบริการห้องวีไอพี สำหรับท่านที่นิยมเล่นแบบ ส่วนตัวและต้องการเล่นในวงเงินสูง
บริการอื่นๆ
Crown Poipet Casino – Service
Rolling /โรลลิ่ง
Van Transport / บริการรถรับ-ส่ง
Private Table, Non Smoking Table /โต๊ะส่วนตัว, โต๊ะปลอดบุหรี่ บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา, genting crown เก็บกระเป๋า, ฝากข้อความ, บริการไปรษณีย์, ที่นั่งเด็ก, บริการทัวร์คาสิโน,
พิมพ์เอกสาร, รับ-ส่งแฟกซ์, เครื่องถ่ายเอกสาร, บริการด้านข้อมูล
ข้อมูลโรงแรม
Tel (Office): +66 (0)81 919 4425 (ไทย)
Fax (Office): +66 (0)81 375 7852 (ไทย)
Fax (Office): +855(0)54967555
เกี่ยวกับห้องพัก
เช็คอินเวลา : หลัง 12:00
เช็คเอาท์เวลา : ก่อน 12:00
ราคาห้องพัก : 1,000-4,000 บาท/คืน
บริการ : 24 ชม
คาสิโนเกมส์
บาคาร่า, รูเล็ต, แบล็คแจ็ค
ไพ่เก้า ,ไพ่สามใบ, ป๊อกเด้ง, โป๊กเกอร์
แครป, กำถั่ว , ตู้สล๊อตแมชชีน genting crown

GClub Baccarat Online

gclub คาสิโนออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวนนักเล่นคาสิโนออนไลน์ที่มากที่สุด ระบบปลอดภัย เล่นได้จริงรับเงินจริง GClub เปิดให้บริการเกมส์คาสิโนหลายเกมส์ เช่น บาคาร่า รูเลท ลูกเต๋า(ไฮโลว์) กำถั่ว และใหม่ล่าสุดของเกมส์ออนไลน์ที่ Gclub Casino เปิดให้บริการได้แก่ น้ำเต้าปูปลา ที่กำลังได้รับความนิยมจากนักเล่น นอกจาก GClub จะให้บริการเกมส์ถ่ายทอดสดแล้วยังมีเกมส์ Electric ออนไลน์ ที่ทั้งมันและสนุก ตื่นเต้น ไม่แพ้เกมส์การถ่ายทอดสด ได้แก่เกมส์ Slot Online ที่ได้รวบรวมเกมส์สล็อตออนไลน์ชั่นนำที่สนุก สนาน เสียงดนตรีประกอบเร้าใจ และยังมีเกมส์ แข่งหมา เกมส์แข่งรถ เกมส์ราลาสัตว์ป่า เกมส์ลักกี้ตัวตลก ซึ่งทุกเกมส์มัน ท่านต้องได้ลองเล่นแล้วท่านจะไม่ลืม GClub เราคัดสรรทุกเกมส์มัน ๆ ให้ท่านได้เลือกเดิมพัน ท่านไม่ต้องเดินทางไกลให้เหน็ดเหนื่อย ที่เดียวที่ GClub Casino ท่านจะได้ครบทุกความมัน สมัครเล่น Gclub Casino กับเราได้แล้ววันนี้เรามีพนักงาน GClub Call Center มืออาชีพไว้คอยบริการท่าน

10 สิ่งประดิษฐ์ของโลกยุคปัจจุบัน ที่นำความเจริญให้กับมนุษย์ชาติ

ได้เป็นบันไดให้นักวิทยาศาสตร์ได้ต่อยอดมาถึงเวลานี้ อันนำมาซึ่งความสะดวกสบายให้กับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ถ้าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ไม่ได้กำเนิดขึ้นมา เราจะไม่ได้รับอานิสงส์ในการดำเนินชีวิตที่สะดวกในเวลานี้เลย

10 ยานวอยเอเจอร์

องค์การที่ ประดิษฐ์ : นาซ่า พ.ศ. 2520 การประดิษฐ์ยานอวกาศเพื่อเก็บข้อมูลระยะไกลนั้น เป็นเวลากว่า 30 ปี ยานอวกาศ “วอยเอเจอร์ 1-2″ ? ขององค์การอวกาศสหรัฐอเมริกา (นาซ่า) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากปลายสุดของระบบสุริยะจักรวาลส่งตรงกลับมายังฐานนาซ่า บนโลกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลของดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูนสำเร็จ

9 เด็กหลอดแก้ว

ผู้ประดิษฐ์ : แพทริก สเต็ปโท-โรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ พ.ศ.2521 แพทริก สเต็ปโท นักสรีรวิทยา และโรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ นรีแพทย์ ร่วมมือกันคิดค้นวิธีการผสมเทียมโดยนำอสุจิกับไข่ของมนุษย์มาผสมเทียมในหลอด แก้วเพื่อให้ปฏิสนธิมนุษย์นอกครรภ์มารดา การทดลองล้มเหลว 80 ครั้ง ในที่สุดปี 2521 วิธีผสมเทียมของทั้ง 2 คนก็ให้กำเนิดเด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก หลังจากหนูน้อย “หลุยส์ บราวน์” ร้องอุแว้ในห้องคลอด ณ เมืองโอลด์แฮม ประเทศอังกฤษ

8 ดาวเทียม

เกิดขึ้นครั้งแรก : สหภาพโซเวียต พ.ศ.2500 ทันทีที่ดาวเทียม “สปุตนิก” ของโซเวียตถูกส่งออกไปนอกโลกเมื่อปี 2500 การแข่งขันด้านอวกาศระหว่าง 2 ชาติยักษ์ใหญ่ สหรัฐอเมริกากับโซเวียต ก็เปิดฉากเป็นทางการและบีบบังคับให้สหรัฐต้องส่ง “นีล อาร์มสตรอง” ไปเหยียบดวงจันทร์ในอีกประมาณ 10 กว่าปีต่อมา ดาวเทียมมีประโยชน์มากมาย ทั้งการสื่อสารไร้พรมแดน การสำรวจทรัพยากรโลกและอื่นๆอีกมากมาย

7 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี)

พลันที่ “ซิลิคอนชิป” ถือกำเนิดขึ้น “เทคโนโลยีสมองกล” ที่เรียกว่า “คอมพิวเตอร์” ก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เมื่อ 40 ปีก่อน คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องมีขนาดพอๆ กับสำนักงาน 1 แห่ง และแล้วปี 2520 พีซีขนาดตั้งโต๊ะเครื่องแรก “แอปเปิล II” ก็เผยโฉมขึ้น ตามด้วยพีซีสมรรถภาพสูง “IBM 5150″ ของไอบีเอ็มที่ออกวางตลาดปี 2524 จากนั้นอีก 2 ปีระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ของไมโครซอฟท์จะช่วยให้พีซีระบาดไปทั่วโลกเพราะใช้งานง่ายและสะดวกสบาย

6 โทรศัพท์มือถือ

[/img]

ผู้ประดิษฐ์ : มาร์ติน คูเปอร์ พ.ศ.2516 พื้นฐานการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไร้สาย หรือ มือถือ มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ 1940 (พ.ศ.2483) แต่ต้องใช้เวลาต่อมาอีกหลายสิบปี มาร์ติน คูเปอร์ ถึงจะสามารถประดิษฐ์มือถือเครื่องแรกของโลกให้กับบริษัทโมโตโรลา การใช้งานมือถือขยายตัวไปทั่วโลกเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจีเอส เอ็มที่ ใช้กันแพร่หลายมากกว่า 80 ประเทศ ประกอบกับราคามือถือถูกลงเรื่อยๆ ขณะที่การใช้งานหลากหลายขึ้น ทั้งบริการเอสเอ็มเอส วิดีโอโฟน อี-เมล ถ่ายภาพดิจิตอล ฯลฯ

5 โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์

โครงการถอดรหัส พันธุกรรมมนุษย์ เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนในสหรัฐ อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งตั้งใจถอดรหัสการจัดเรียงตัวของ “ดีเอ็นเอ” หรือ หน่วยพันธุกรรม 3 พันล้านตัวอักษร กระทั่งประสบความสำเร็จในเดือนเม.ย. 2546 ช่วยให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้าใจการทำงานของร่างกายคนเราอย่างลึกซึ้ง ที่สุดในประวัติศาสตร์

4 แกะโคลนนิ่งดอลลี่

ผู้คิดค้น : เอียน วิลมุต พ.ศ.2540 ปี 2540 เอียน วิลมุต นักวิจัยสถาบันโรสลิน เอดินบะระ สกอตแลนด์ สร้างแกะโคลนนิ่ง ตัวแรกของโลกพร้อมกับตั้งชื่อให้มันว่า “ดอลลี่” “ดอลลี่” เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวแรกของโลกที่สร้างโดยกระบวนการคัดลอกแบบทาง พันธุกรรม (โคลนนิ่ง) ด้วยการสกัดเอานิวเคลียส ในไข่ของแกะเพศเมียออก และสอดเอาเซลล์ร่างกาย ของแกะที่ต้องการสร้างเข้าไปแทนที่ จุดประกายความหวังในการสร้าง “มนุษย์โคลนนิ่ง” ท่ามกลางเสียงทักท้วงในโลกตะวันตกว่าหน้าที่สร้างสิ่งมีชีวิตเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์

3 แผ่นซีดี

ผู้ประดิษฐ์ : คลาสส์ คอมพานน์ พ.ศ.2512 ปี 2512 คลาสส์ คอมพานน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ ลูกจ้างบริษัทฟิลิปส์เสนอแนวคิดสร้างแผ่นออพติคัลดิสก์ หรือแผ่นซีดี เพื่อนำมาใช้เก็บข้อมูลเสียงเพลงอย่างคงทนถาวรในรูปแบบไฟล์ดิจิตอลแทนที่การ บันทึกลงแผ่นไวนิล ผู้ผลิตแผ่นซีดีผลิตออกสู่ท้องตลาดจริงๆ ในปี 2525 คือฟิลิปส์กับโซนี่จับมือกันพัฒนาซีดีขึ้นมา จนปัจจุบันได้กลายเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีคนนิยมใช้มากที่สุดในโลก

2 บาร์โค้ด

ผู้ประดิษฐ์ : นอร์แมน โจเฟซ วู้ดแลนด์ พ.ศ.2515 นอร์แมน โจเฟซ วู้ดแลนด์ เริ่มคิดค้นบาร์โค้ดมาตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา เมื่อมาทำงานที่บริษัท ไอบีเอ็ม จึงเริ่มคิดค้นอย่างจริงจัง วัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบ จำแนกสินค้าอัตโนมัติ และในปี 2515 ก็สามารถนำเอาความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์กับแสงเลเซอร์มาพัฒนาบาร์โค้ดจน สำเร็จ

1. เอทีเอ็ม

จุดเริ่มต้น : ธนาคารบาเคลยส์ พ.ศ.2510 ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นคนประดิษฐ์เครื่องทำธุรกรรมการเงินอัตโนมัติ หรือ เอทีเอ็ม เครื่องแรก แต่มีการขอจดสิทธิบัตรสร้างตู้เอทีเอ็มราวๆ 70 ปีก่อนโดยนักประดิษฐ์อเมริกัน ตู้เอทีเอ็มเครื่องแรกของโลกเปิดให้บริการโดยธนาคารบาเคลย์ส (Barclays) กรุงลอนดอน อังกฤษ ในปี 2510 ถือเป็นก้าวแรกของการทำธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่นำไปสู่การคิดค้น เทคโนโลยีรหัสรักษาความปลอดภัย (PIN) รวมทั้งการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต

หมายเหตุ ข้อมูลทั้งหมดที่ทาง Toptenthailand.com นำเสนอได้มาจากการสำรวจความคิดเห็นเชิงสถิติ ด้วยขั้นตอนที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของหัวข้อนั้นๆ ทางเว็บไซต์ Toptenthailand.com มิได้มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเพื่อชี้นำ หรือ ก่อให้เกิดความแตกแยกใดๆ ในสังคมทั้งสิ้น เราและทีมงานเพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่เรารวบรวมเพื่อเป็นสาระ และเป็นการสะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคม ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และประชาชนทั่วไปรับชมเท่านั้น (โปรดใช้วิจารณญาณในการชม และบริโภคข้อมูลจาก Toptenthailand.com) และหรือในบางกรณี www.Toptenthailand.com จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรวบรวม และนำเสนอข้อมูลในการจัดอันดับที่มีอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ทั้งทาง Internet และสิ่งพิมพ์ โดยเราจะอ้างอิง ให้เครดิต ถึงแหล่งที่มาในทุกๆ ครั้งไป

คนไทย….ยังใช้ยาพร่ำเพรื่อ

วิจัยเผย คนไทยใช้ยาพร่ำเพรื่อ ผิดประเภท บริษัทยาตัวการหลัก ส่งผลเกิดภาวะดื้อยา-อาการข้างเคียง นักวิชาการชี้พึ่งตนเองไม่ใช่แค่ซื้อยากินเอง
ความเสี่ยงของคนยุคใหม่ในการพึ่งตัวเองเกี่ยวกับสุขภาพกลายเป็นดาบสองคมที่ข้อมูลการศึกษาจากฝ่ายแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำเสนอในงานประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาระบบยาประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 3-4 สิงหาคมที่ผ่านมา มีหลายประเด็นปัญหา รวมถึงการส่งเสริมการขายยา ซึ่งมีกรณีศึกษาบทบาทบริษัทยาในการให้ข้อมูลโรคและยากับประชาชนว่า บริษัทมีบทบาทสูงและทำอย่างซับซ้อน ส่งผลต่อการบริโภคยาอย่างไม่เหมาะสม
ลองมาดูสถานการณ์การใช้ยาอย่างคร่าวๆ ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา
เดือนมีนาคม ปี 2551 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่ชี้ว่า คนไทยใช้ยาเกินความจำเป็น และส่งผลให้เกิดภาวะดื้อยา โดยเฉพาะ ยาปฏิชีวะ (ยาฆ่าเชื้อ) ที่ใช้ในสัดส่วนสูงสุดในปริมาณการใช้ยาทั้งหมดของประเทศไทย และยังมีการใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ นั่นคือใช้ยารักษาผิดอาการ ซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง
ยกตัวอย่าง ยาเพนิซิลิน ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่กลับถูกใช้ในการรักษาคอเจ็บ เป็นตุ่ม ซึ่งไม่ถูกต้อง และการใช้ที่ออกฤทธิ์กว้างๆ สำหรับโรคที่จำเป็นต้องใช้ยาออกฤทธิ์จำเพาะ จึงทำให้ยาสั่งสมในร่างกายมากเกินไป ยังผลให้เกิดการดื้อยา
ในสถานการณ์นี้ ทางคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อ.ย. ได้เปิดโครงการนำร่องเพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล Antibiotics Smart Use เริ่มจากพื้นที่จังหวัดสระบุรี ตั้งแต่ปี 2550 และมีแผนจะขยายไปทั่วประเทศ (อ้างอิงจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ.หน้า 11 ฉบับวันที่ 20 มีนาคม 2551)
การใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทย ตามข้อมูลของบริษัท ไอเอ็มเอส เฮลท์ ผู้ทำข้อมูลตลาดยาทั่วโลก เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมปี 2552 ยังเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ของยาทุกประเภท
เดือนมีนาคม ปี 2552 สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) ได้เสนอให้มีถอดยาแก้ปวดหัวและยาโรคพื้นฐาน เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ยาแก้ไอ ออกจากบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยให้เหตุผลว่า การเจ็บป่วยเล็กน้อย ประชาชนควรจะมีสิทธิเลือกซื้อยาตามกำลังจ่าย และไม่จำเป็นต้องพึ่งบริการหมอตลอดเวลา และ เพื่อลดการใช้ยาฟุ่มเฟือย และถือเป็นการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แพทย์โดยไม่จำ เป็น อีกทั้งทำให้ประชาชนมีสิทธิเลือกยา โดยสามารถนำใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อได้ตามร้านขายยาที่มีคุณภาพ แม้ว่ายาจะแพงขึ้น แต่ก็เป็นยาที่ประชาชนมั่นใจในคุณภาพและพร้อมที่จะร่วมจ่าย (ข้อมูลจากเว็บไซต์ มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค www.consumerthai.org)

ซื้อยาเอง พึ่งตัวเองหรือโดนหลอก
การซื้อยากินเองของคนไทย (จากรายงานการสังเคราะหองค์ความรู้เพื่อการปฏิรูประบบสุขภาพและข้อเสนอสาระ บัญญัติในราง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติเรื่อง การพัฒนาศักยภาพในการดูแลสุขภาพตนเอง/ครอบครัว/ชุมชน โดยแหล่งข้อมูลงานวิจัย ทางเว็บไซต์สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) พบว่าคนไทยที่มีฐานะยากจนจะซื้อยากินเองมากกว่าคนมีฐานะดี และยาที่ซื้อกินเองมากที่สุด คือ อาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ไข้หวัด ไอ ปวดท้อง กระเพาะอาหาร และอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ชนิดของยาที่พบว่าชาวบ้านนิยมซื้อ คือ กลุ่มยาแกปวดลดไข กลุ่มยาโรคทางเดินอาหาร และยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
“การพึ่งตนเอง หมายถึงการให้ไปซื้อยากินเองเท่านั้นหรือเปล่า คงไม่ใช่ โดยเฉพาะข้อควรระวังว่า ประเด็นนี้ จะเป็นช่องว่างให้บริษัทขายยาเข้ามาแทรกหาประโยชน์ได้” ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น
“มันน่าสนใจว่า ปัญหาสำคัญของผู้บริโภคคือเขาจะได้ข้อมูล ที่ไม่ใช่การโฆษณาจากทางไหนๆ ซึ่งทาง อ.ย.ก็มีการจัดทำข้อมูลยาสู่ผู้บริโภค ซึ่งอันนี้ทางสหรัฐฯ เขาได้ทำแล้ว มันเป็นการส่งสารด้านสุขภาพให้คนได้รู้จักรู้จริง”
ผศ.ภญ.ดร.นิยดา ชี้ว่า การดูแลตัวเองกับการใช้ยา ในวันนี้อาจจะโทษแค่ระบบล้มเหลวอย่างเดียวไม่ได้ การพึ่งตัวเองของผู้บริโภคต้องเรียนรู้มากขึ้นว่าการดูแล โดยทั้งการใช้ยาและไม่ใช้ยานั้น ก็จำเป็นอย่างมากเช่นกัน
ปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาผิดประเภท และพร่ำเพรื่อที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จากงานวิจัยที่พบในปัจจุบันยังคงเกี่ยวเนื่องกับ ความเชื่อ วัฒนธรรมเฉพาะถิ่น ปัจจัยเรื่องความไม่รู้ในการใช้ยา และการกระตุ้นจากแหล่งข้อมูลที่บอกความจริงครึ่งเดียว (โฆษณา) โดยร้านยายอมรับว่า การโฆษณามีผลกระตุ้นให้คนซื้อยาอย่างเห็นได้ชัด
“มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรค อย่างชาวบ้านปวดหลัง (จากการทำงาน) ฝืนกล้ามเนื้ออยู่เป็นเวลานาน จากการดำนา แต่เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคไต เพราะโรคไตก็ปวดหลัง 90 เปอร์เซ็นต์ของคนปวดหลังมาซื้อยาโรคไต บางทีเภสัชกรก็ต้องใช้วิธีประนีประนอม ให้ยาไตไปด้วยให้ยาคลายกล้ามเนื้อไปด้วย ซึ่งคิดว่ายาไตเป็นผลมาจากแรงโฆษณา แม้ปัจจุบันแต่จะมีกฎหมายควบคุมเนื้อหาโฆษณายา ไม่ให้อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ก็ยังมีการฝ่าฝืน
ที่สำคัญ คือ ยังมีการใช้ยาเกินจำเป็น คือ ใช้ยาผิด และ คิดว่าเป็นว่าโรคตัวเอง เช่น ดูโฆษณายาบรรเทาอาการข้อเสื่อม (โดยที่ตัวเองไม่ได้เป็น) ก็มาหาซื้อยานี้โดยไม่จำเป็น” เอกไชย พรรณเชษฐ์ บัณฑิตเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของร้านขายยา อรุณเภสัช อ.โพทะเล จ.พิจิตร เปิดเผย
เอกไชยยังเปรียบเทียบสถานการณ์ของร้านยาของเขาในปัจจุบันกับอดีต ในกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นชาวบ้านไว้ว่า
“ชาวบ้านยังมีความรู้ไม่ค่อยมาก จริงๆ ไม่ว่าจะสมัยก่อนหรือตอนนี้ คือ เดินเข้ามาให้รักษาอาการที่ตัวเองเป็น ให้ทางร้านจัดยา วินิจฉัยโรคให้ แต่ปัจจุบัน การดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลโฆษณา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะยาแก้ปวดหลัง ปวดข้อ แต่ความรู้เกี่ยวกับโรคพื้นฐานยังจำกัด ส่วนคนมีการศึกษา ก็เข้ามาขอคำปรึกษาและให้ร้านจัดยาให้ แต่มีความรู้เรื่องข้อควรระวังและการใช้ยาดีกว่า เช่น ใส่ใจถามผลข้างเคียง และยอมรับการใช้ยาให้ครบขนาด เพราะได้ความรู้ว่าถ้ากินไม่ครบ เชื้ออาจดื้อยา แต่ในแง่ความรู้พื้นฐาน เรื่องโรค ไม่ได้มีมากกว่าชาวบ้าน”
คำแนะนำของฝ่ายทำงานเฝ้าระวังเรื่องยา อย่าง ผศ.ภญ.ดร.นิยดา กล่าวว่า
“สำหรับผู้บริโภค เขาก็ไม่รู้ว่า message ข้อมูลยาเหล่านี้ปลอดภัยแค่ไหน จะต้องผ่านการ approved จากใคร ก็คงบอกได้แค่ว่า ต้องใช้หลักกาลามสูตรล่ะ ง่ายๆ คือ ข่าวสารอะไรที่มาจากภาคธุรกิจ เราควรจะเชื่อแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะยา เบื้องต้นก็คงต้องบอกซ้ำว่า กินยาทุกตัวต้องรู้ชื่อตัวยา ชื่อสามัญของยา ต้องรู้ผลข้างเคียง รู้ขนาดยา ว่าเรากินไปเท่าไร รู้ว่าโฆษณาถ้ามันขัดแย้งกับผลการใช้จริง เราจะไปร้องเรียนที่ไหนได้บ้าง”
โดย ผศ.ภญ.ดร.นิยดา ย้ำว่า พฤติกรรมไม่ใช่เรื่องแก้ง่ายๆ จำเป็นต้องใช้ทั้งการให้การศึกษา (ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ) บวกกับการควบคุมบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันไป รวมถึงการเชื่อมโยงการศึกษา เชิงสังคมวัฒนธรรม และนโยบายการบริการด้านสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพหรือ Health Promotion ในการดูแลตัวเองเบื้องต้น
ย้ำ…”ในการดูแลตัวเองเบื้องต้น” ซึ่ง ผศ.ภญ.ดร.นิยดาบอกว่า
“น่าจะเป็นสิ่งที่ลงมือทำแล้วให้มันเห็นผลได้..มากที่สุด”
ด้วยรักและห่วงใยจาก ‘ร้านขายยา’
ร้านขายยามีข้อสังเกตและคำแนะนำในการใช้ยาระดับสามัญประจำบ้าน ที่ได้รับอนุญาตให้มีการซื้อขายทั่วไป ไว้หลายประเด็น
ประสบการณ์จากร้านยา หมวยเภสัช ถนนสามเสน เขตพระนคร กรุงเทพฯ ให้ข้อคิด โดยเฉพาะเรื่องความเข้าใจผิด ในการใช้ยาผิดสรรพคุณ และเกินขนาด โดยผู้บริโภคหลายคนยังเพิกเฉยและใช้ยาตามอำเภอใจ ซึ่งในความเห็นของเภสัชกร ถือว่า เป็นการใช้ยาเพื่อสนองตอบความพอใจ มากกว่าการใช้ยาเพื่อเยียวยาสภาพร่างกายตามความจำเป็น
-แพ้ยาใดโปรดระบุ
“เราจะถามประวัติการแพ้ยา และโรคประจำตัว ต้องดูว่าคนซื้อจำเป็นต้องใช้ยาเท่าไหร่ บางคนไม่จำเป็นต้องใช้เยอะ เราจะต้องถามคนซื้อเยอะๆ ให้ได้รายละเอียด ซึ่งคนรุ่นใหม่จะไม่มีปัญหา แต่คนแก่ๆ ก็อาจจะยังติดอยู่กับความคุ้นเคยเดิมๆ ซึ่ง จริงๆ การที่คนไปซื้อยา รู้จักชื่อตัวยาชัดเจน(ไม่ใช่ยี่ห้อยา) ก็จะดี เพราะถ้าเกิดแพ้ยาขึ้นมาจะรู้ได้ว่าตัวเองแพ้ยาอะไร ส่วนใหญ่ลูกค้าร้านเภสัชจะเป็นคนที่มีลูก เพราะเภสัชกรจะช่วยแนะนำ ให้คนซื้อรู้ว่า dose (ขนาด)ในการใช้ยากับแต่ละคนควรจะแค่ไหน และจะระวังมาก ไม่จ่ายยาซี้ซั้ว” เจ้าของร้านยา หมวยเภสัช เผยพฤติกรรมลูกค้า
- หน้าที่ของเภสัชกร แค่ขายยาไม่พอ
ในร้านขายยา นอกจากการสอบถามราคาและยี่ห้อยาแล้ว การเจรจายืดเยื้อถึงสรรพคุณและวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง ทั้งจากฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเภสัชกรรายนี้เล่าประสบการณ์จากลูกค้าที่เจอบ่อยๆ ว่า
“พวกเป็นหวัดธรรมดา ปวดฟัน ผื่นคัน เชื้อราบนหนังศีรษะ หรือท้องเสีย จะใช้ยาพื้นๆ ได้ แต่ถ้าลูกค้าที่เป็นเรื้อรังมานาน เช่น ไอมานานจนหอบ เราจะแนะนำให้ไปหาหมอ ต้องเจอหมอ หรือไข้สูงติดต่อกันยี่สิบสี่ชั่วโมง ช่วงนี้ก็ต้องระวังมากหน่อย เขาต้องไปตรวจกับหมอ บางทีก็ต้องแนะนำลูกค้าด้วยว่า เมื่อไรที่เขาควรไปหาหมอ เช่น โดนไม้ทิ่มเป็นแผลมา เขาจะแค่ซื้อยาทาแผลไปใช้เอง ไม่พอหรอก ต้องบอกให้เขาไปหาหมอฉีดยาป้องกันบาดทะยักด้วย หรือโดนหมากัด แมวกัด แค่ยาทาแผลไม่พอ ต้องไปฉีดวัคซีนด้วย เพราะอาจจะถึงแก่ชีวิตได้”
-ผู้ซื้อพึงระวัง
“คนสูงอายุมากๆ 70-80 ปี บางทีเภสัชกรตามร้านขายยาจะไม่ค่อยรับ (ไม่ขายยาให้) เพราะการใช้ยากับคนวัยนี้ต้องระมัดระวังมาก คนวัยนี้จะมีความไวต่อยามาก ยาแค่ 1 เม็ดก็อันตรายได้ ต้องคำนวณยาให้ตรงกับสภาพร่างกายเขาจริงๆ เช่นเดียวกับกรณีเด็กอ่อน ต่ำกว่า 6 เดือน ร้านยาปกติจะไม่จ่ายให้ เพราะต้องระวังมาก จ่ายได้แค่ยาลดไข้เท่านั้น และประวัติการแพ้ยาของเด็กเล็กยังไม่มี การจ่ายยาให้เหมาะสมก็ลำบาก
-ความรู้เรื่องยา
อยากให้คนรู้จักยาสามัญประจำบ้านก่อน เพราะเวลาเกิดเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ตอนกลางคืน จะสามารถบรรเทาได้ เช่น ยาธาตุ ยาทาแก้ปวด หรือยาลดกรด และการปฐมพยาบาลพื้นฐาน ตัวอย่างที่เคยเจอ บางคนโดนมีดบาด ไม่รู้ว่าต้องอุดแผลห้ามเลือดก่อน แต่ปล่อยหรือบีบให้เลือดออกจากแผล และห้ามโดนน้ำ เพราะมันจะติดเชื้อง่าย แต่ก็พบลูกค้าที่ไม่รู้บ่อยมาก
คิดว่าสาธารณสุขน่าจะให้ความรู้พื้นฐานตรงนี้มากๆ บอกซ้ำๆ บ่อยๆ ให้เป็นความเคยชินไปเลย
ส่วนยาป้องกันไวรัสหรือพวกยาที่ใช้กับโรคไข้หวัดที่กำลังกลัวกัน มีคนมาถามที่ร้านขายยา แต่ยาเหล่านี้เป็นยาควบคุมอยู่แล้ว ต้องไปหาหมอก่อน และจ่ายยาเฉพาะที่โรงพยาบาลเท่านั้น
อย่าดื้อ (ดึง) ซื้อยา
เภสัชกรจากร้าน หมวยเภสัช แนะนำเรื่องการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และมีความเสี่ยงที่จะเป็นภัยต่อผู้ใช้ยาเองหรือไม่นั้น โปรดพิจารณาข้อเสนอแนะดังนี้
-ยาพาราเซตามอล
คำเตือน : สรรพคุณเป็นยาแก้ปวดจากอาการไข้ แต่ไม่ใช่ยา “ป้องกันหวัด” และไม่ควรกินติดต่อกันนานเกิน 5 วัน อาจจะส่งผลข้างเคียงไม่ดีต่อตับ
แต่มีกรณีจากร้านยาเล่าว่า “บางคนมาซื้อยาพาราฯ (ยี่ห้อใดก็ได้) เพื่อกินกันหวัด และบอกว่าใช้แก้ปวดเมื่อย อันนี้เราจะพยายามบอกเขาว่าไม่ใช่นะ มันไม่ได้มีผลป้องกันหวัด และไม่ได้มีผลแก้เมื่อย บอกจนเขาไม่มาซื้อเราอีก แต่เขาก็ไปหาซื้อตามร้านสะดวกซื้อเองอยู่ดี”
-ยาแก้ปวด กรณีปวดฟัน
คำเตือน : ปวดฟันควรไปพบหมอฟัน เพราะยาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการปวดชั่วคราว ไม่หายขาด
“บางคนปวดฟัน คิดว่าแค่ใช้ยาแก้ปวดก็หาย จริงๆ ไม่ใช่ มันจะต้องไปซ่อมฟัน และคนที่ซ่อมได้คือหมอฟัน ไม่ใช่ทายากินยาแล้วจบ”
-ยาแก้แพ้ -ลดน้ำมูก
คำเตือน : ไม่ควรรับประทานในช่วงเวลาทำงานกับเครื่องจักรหรือขับรถ เพราะยามีฤทธิ์ง่วง
กรณีที่เจอ “ที่ร้านจะแนะนำให้ลูกค้าทานยาประเภทนี้ในเวลาก่อนนอน หรือกลางวันที่ไม่มีกิจกรรมเสี่ยงภัย เพราะฤทธิ์ยาจะทำให้ง่วงหรือหลับในได้ทันที แต่ก็มีคนซื้อยาที่รวมสรรพคุณแก้แพ้ลดไข้ ไปกินแทนยานอนหลับ ซึ่งเป็นการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ อันตรายมาก”
-ยาระบาย
คำเตือน : ใช้เฉพาะจำเป็น ไม่ควรใช้ให้เป็นชีวิตประจำวัน
“คนที่ใช้ยาระบายเจอหลายคนที่มุ่งใช้เพื่อหวังจะลดน้ำหนัก โดยไม่รู้ตัวว่า ยาระบายจะทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ เมื่อมันชินกับการใช้ยาแล้ว ต่อไปลำไส้จะไม่ยอมระบายต้องใช้ยาเท่านั้น ความจริงต้องกินอาหารมีกากใยจะช่วยระบายตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่บางคนที่ใช้ยาระบายจะไม่สนใจตรงนี้ ตะบี้ตะบันกินอย่างเดียว หลายอย่างอยู่ใกล้ตัวมาก เช่น ชาสมุนไพร ตามร้านสะดวกซื้อซึ่งไม่ควรใช้เป็นประจำ”
-ไข้หวัดไม่ต้องกินยา
คำเตือน : ไข้หวัดธรรมดาไม่มีอาการที่เข้าข่ายควรสงสัย แค่พักผ่อนก็หายได้
“แต่คนไข้มักไม่เชื่อ ไปหาหมอคนที่หนึ่ง ให้ยามาทาน 3 วัน อาการไม่ดี เปลี่ยนไปหาหมอคนที่สอง อาการดีขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่หาย พอไปหาหมอคนที่สาม หาย ก็เชื่อว่าหมอคนนี้เก่ง ทั้งๆ ที่หายเองตามธรรมชาติ โดยสรุป คนซื้อยา ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าตัวเองจะดูแลตัวเองได้ในระดับพื้นฐาน” ข้อมูลนี้จากเอกไชย
พิจารณาจากตัวอย่างเหล่านี้ คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่า ถ้าใช่ เภสัชกรจากร้านยา ฝากบอกว่า “โปรดปรับปรุงตัวด่วน”

SLOT ONLINE
หวยออนไลน์